ดาวิด อลาบา แบ็กจอมบุกแห่งบาเยิร์น มิวนิค

ด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวา มีความแข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีความสามารถในการเติมเกมบุกทางกราบซ้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการเล่นได้ทั้งแบ็กซ้าย , วิงแบ็กซ้าย และปีกซ้ายได้ ทำให้ดาวเตะซ้ายธรรมชาติชาวออสเตรียรายนี้ เป็นกำลังสำคัญให้กับทีมดังอย่างบาเยิร์น มิวนิค ได้นั่นเอง และเขาก็คือ ดาวิด อลาบา สุดยอดฟูลแบ็กซ้ายดาวรุ่งที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดดาวเตะตำแหน่งแบ็กซ้ายที่ดีที่สุด

 

ตัวของ ดาวิด อลาบา ได้ฝึกปรือฝีเท้ามากับ บาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่ชุดเยาวชนจนกระทั่งไต่เต้าขึ้นมาเป็นแบ็กซ้ายตัวจริงให้กับ บาเยิร์น มิวนิค จนได้ และยังติดทีมชาติออสเตรียไปแล้วด้วย อย่างเช่นในฤดูกาลก่อนนั้น เขายังสามารถปราบตัวริมเส้นอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ ของบาร์เซโลน่า จนไปไม่เป็นมาแล้ว อลาบา เป็นแบ็กซ้ายที่มีความแข็งแกร่ง รวดเร็ว แย่งบอลดี เปิดบอลได้แม่นยำด้วยเท้าซ้ายของเขา อีกทั้งยังยิงประตูได้หนักหน่วงจนได้รับภาระหน้าที่เป็นมือปืนยิงจุดโทษให้กับบาเยิร์น มิวนิคอีกด้วย

แกร์ด มุลเลอร์ ไอ้ลูกระเบิดแห่งอินทรีเหล็ก

นี่คือตำนานที่ยังคงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ กับสถิติการทำประตูสูงสุดในการเล่นให้กับทีมชาติเยอรมันตะวันตก ด้วยสถิติการลงสนามในนามทีมชาติเยอรมันตะวันตกไปเพียง 62 นัด แต่ยิงประตูได้มากถึง 68 ประตูเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น เขายังคว้าแชมป์มาแล้วทุกรายการกับบาเยิร์น มิวนิค รวมถึงแชมป์ระดับนานาชาติในนามทีมชาติเยอรมันตะวันตกอีกด้วย นั่นคือเจ้าของฉายา “แดร์บ็อมเบอร์” เขาคือ “แกร์ด มุลเลอร์” ตำนานดาวยิงทีมชาติเยอรมันตะวันตก

 

เจ้าของสถิติการยิงประตูถล่มทลายให้กับทีมชาติเยอรมันตะวันตก เคยคว้าแชมป์ยูโร 1972 มาก่อน จากนั้นก็มาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1974 แถมยังเคยทำสถิติคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดฟุตบอลโลก 1970 มาก่อนด้วยการยิงระเบิดถึง 10 ประตู และในครั้งปี 1974 มุลเลอร์ยังเป็นคนที่ยิงประตูชัยให้เยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1974 ไปครองอีกด้วย และนอกจากนี้ ทั้งแชมป์บุนเดสลีก้า , เดเอฟเบ โพคาล , ยูโรเปี้ยนคัพ , แชมป์สโมสรโลก รวมถึงรางวัลบัลลงดอร์และรางวัลดาวซัลโวสูงสุดหลายๆรายการ เขาก็คว้ามาแล้วทั้งหมดอีกด้วย

โธมัส เอสเลอร์ ยอดคนแสนคม

ว่ากันว่า ผู้ชายรายนี้เกิดมาเพื่อเป็นตัวใส่พานให้เพื่อนทำประตู แถมยังมีทีเด็ดตรงที่การสังหารฟรีคิกอีกด้วย กองกลางตัวรุกรายนี้ มีความสามารถที่ไม่ว่าใครๆก็ต้องทึ่ง การทำเกม การผ่านบอล การครองบอล และการยิงไกลอันเป็นเครื่องการค้าของเขา เป็นที่โจษจันกันมาอย่างมากเลยทีเดียว กับชายผู้ที่ได้รับฉายาว่า “ยอดคนแสนคม” นั่นก็คือ โธมัส เฮสเลอร์ ตำนานกองกลางหมายเลข 10 ของโคโลญจน์ และทีมชาติเยอรมัน

 

ตัวของโธมัส เฮสเลอร์ เคยค้าแข้งให้กับทั้ง โคโลญจน์ , ยูเวนตุส รวมถึงเคยไปสำแดงเดชกับโรม่าอีกด้วย เฮสเลอร์สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองตั้งแต่การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1990 การคว้ารองแชมป์ยูโร 1992 และกลับมาคว้าแชมป์ยูโร 1996 ได้อีกด้วย แถมในทัวร์นาเมนต์ยูโร 1992 เฮสเลอร์สังหารฟรีคิกสุดสวยถึง 2 ลูกในนัดที่เจอสวีเดน และสังหารประตูชัยในนัดที่เจอกับโซเวียตอีกด้วย ทำให้เฮสเลอร์ได้รับการยอมรับในฐานะมือสังหารฟรีคิกอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว

แอนดี้ โมลเลอร์ ไอ้หนูแข้งทอง

กล่าวกันว่า ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ยุคกี่สมัย เขาคนนี้ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “ไอ้หนูแข้งทอง” อยู่เสมอ ทั้งลีลาการเล่นที่โดดเด่นเร้าใจ แถมยังมีความเป็นเพลย์เมกเกอร์พันธุ์แท้อีกด้วย เขาคือเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนต์ที่ทั้งจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยม หรือแม้แต่การครองบอลและการเลี้ยงบอล พาบอลเข้าไปยิงประตูด้วยตัวเอง เขาคือ “แอนดี้ โมลเลอร์” สุดยอดมิดฟิลด์ตัวรุกทีมชาติเยอรมนีที่มีความสามารถสูงส่งคนหนึ่ง

 

ตัวของโมลเลอร์นั้น เป็นจอมทัพหมายเลข 10 ที่ซึ่งเคยผ่านการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1990 และแชมป์ฟุตบอลยูโร 1996 มาแล้ว หรือกระทั่งถ้วยแชมป์ระดับสโมสรอย่างบุนเดสลีก้า , เดเอฟเบ โพคาล , ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก , ยูฟ่าคัพ , แชมป์สโมสรโลก เขาคว้ามาหมดแล้ว แถมด้วยทักษะส่วนตัวของโมลเลอร์ ที่ทำให้เขากลายเป็นสุดยอดเพลย์เมกเกอร์ของดอร์ทมุนต์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย

มาร์โก มาเตราซซี่ กองหลังจอมฉาวแห่งอินเตอร์ มิลาน

เขาเคยสร้างเรื่องอื้อฉาวในวงการฟุตบอลไว้มากมาย อย่างเช่นการไปด่าพี่สาวของ ซิเนอดีน ซีดาน ตำนานจอมทัพทีมชาติฝรั่งเศส จนตัวของซีดานน็อตหลุดแล้วเอาหัวโขกหน้าอกของกองหลังจอมฉาวรายนี้ แล้วโดนไล่ออกในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006 ในที่สุด แต่ถึงอย่างไร เขาก็นับว่าเป็นกองหลังอาชีพที่มาเอาดีได้ตอนอายุมากจริงๆ นั่นก็คือการพาอินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์ได้มากมายก่อนจะแขวนสตั๊ดไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เขาก็คือ มาร์โก มาเตราซซี่ เซ็นเตอร์แบ็กจอมฉาวของอินเตอร์ มิลาน

 

ตัวของ มาร์โก มาเตราซซี่ เคยเป็นผู้เล่นของทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 เขาเป็นผู้ที่ทำประตูตีเสมอทีมชาติฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย และยังทำสถิติการเป็นผู้เล่นกองหลังที่ทำประตูได้มากที่สุดในเซเรียอาฤดูกาล 2006-07 ด้วยจำนวนถึง 10 ประตูเลยทีเดียว มีสไตล์การเล่นที่ทั้งตุกติก เข้าบอลโหด แต่ก็ถึงอย่างไร เจ้าตัวก็ประสบความสำเร็จกับการค้าแข้งให้อินเตอร์ มิลาน อย่างมากเลยทีเดียว

ฮูโก้ มาราโดน่า น้องชายแห่งเสือเตี้ย

ว่ากันว่า นี่คงจะเป็นเจ้าของตำนาน “มาราโดน่าคนใหม่” อย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถก้าวพ้นร่มเงาของพี่ชายของเขาได้ เพราะตัวของ ฮูโก้ มาราโดน่า คือน้องชายแท้ๆของ ดิเอโก้ มาราโดน่า นั่นเอง ตัวของเขานั้นก็มีพรสวรรค์ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าพี่ชายของเขาเลย ทั้งรูปร่าง และสไตล์การเล่น มีพรสวรรค์ที่พอจะก้าวไปเป็นดาวเตะระดับโลกได้ แต่เพราะว่ามัวแต่คอยคิดมากเรื่องการโดนเปรียบเทียบกับพี่ชาย ที่ทำให้เขาไม่พัฒนาเลยนั่นเอง

 

ตัวของ ฮูโก้ มาราโดน่า เคยไปเล่นให้กับ อัสโคลี่ ในกัลโช่ เซเรียอา และตัวของเขาเอง ก็เป็นผู้เล่นสไตล์เพลย์เมกเกอร์ที่สามารถเล่นได้ทั้ง กองกลางตัวรุกและกองหน้าตัวต่ำเช่นกัน แต่ผลงานการผ่านบอล การเลี้ยงบอล และทำประตู อาจจะไมได้เด่นเท่ากับพี่ชาย แต่หลายๆคนเชื่อมั่นว่า หากเขาสามารถก้าวพ้นร่มเงาพี่ชายไปได้ เขาจะต้องกลายเป็นเจ้าของฉายา “มาราโดน่าคนใหม่” ได้อย่างแน่นอน

โอมาร์ ซิวอรี่ มาราโดน่าแห่งยุค 60

ต้องเรียกว่าฉายา “มาราโดน่าแห่งยุค 60 ที่เขาได้รับมานั้น เป็นฉายาใหม่ที่แฟนบอลรุ่นหลังเรียกให้เขามากกว่า เพราะอันที่จริงแล้วนั้น ฉายาจริงของตำนานดาวเตะอย่าง โอมาร์ ซิวอรี่ คือ “เอล กาเบซอน” หรือ “ไอ้หัวโต” นั่นเอง ด้วยลักษณะร่างกายที่มีส่วนของหัวที่ใหญ่โต แต่ฝีเท้าของเขานั้นก็ใหญ่โตไปด้วยเช่นกัน เขาเป็นสุดยอดตำนานดาวยิงทีมชาติอาร์เจนติน่าและอิตาลี อีกทั้งยังเป็นนักฟุตบอลคนแรกของยูเวนตุสที่ได้รับรางวัล บัลลงดอร์ อีกด้วย

omar

ตัวของ โอมาร์ ซิวอรี่ เป็นตำนานดาวยิงของริเวอร์เพลต แล้วก็เคยนำทัพทีมชาติอาร์เจนติน่า เป็นแชมป์ฟุตบอลโคปา อเมริกา อีกด้วย ตัวของ ซิวอรี่ เป็นดาวยิงที่เล่นตำแหน่งกองหน้าตัวต่ำหรือมิดฟิลด์ตัวรุก ถนัดเท้าซ้าย เป็นเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ทั้งของทีมชาติและสโมสรอีกด้วย พอเขาได้ย้ายมาร่วมทัพยูเวนตุส ก็กวาดรางวัลส่วนตัวมากมายทั้งดาวยิงสูงสุดของเซเรียอา หรือรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมยุโรป หรือ บัลลงดอร์ แล้วเขายังมีโอกาสได้รับใช้ทีมชาติอิตาลีอีกด้วย

เคลาดิโอ เจนติเล่ ไอ้สัตว์ป่าแห่งยูเวนตุส

อาจจะเป็นกองหลังที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องที่ว่า เล่นบอลได้สกปรกคนหนึ่งของวงการ ทั้งมีลูกหนังตลอด เข้าบอลหนักจนเกินกว่าเหตุ จนทำให้บรรดาผู้เล่นตัวรุกมากมายถึงขยาดเมื่อต้องเจอกับการประกบแบบจับตายของเขา ขนาดตำนานอย่าง ซิโก้ ยังถึงกับเหงื่อตกเมื่อต้องเจอกับการประกบแบบถึงลูกถึงคนของเขา และนี่ก็คือ เคลาดิโอ เจนติเล่ โคตรตำนานกองหลังตัวประกบชั้นยอดจากอิตาลี

gentile

ประเทศอิตาลีเป็นประเทศที่ส่งออกนักฟุตบอลตำแหน่งกองหลังมานักต่อนักแล้ว ชื่อของ เคลาดิโอ เจนติเล่ ก็เป็น 1 ในนั้น เขาเล่นแบบประกบตายนักฟุตบอลแบบถึงลูกถึงคน ขนาดที่ว่า เขาเคยกระชากเสื้อของ ซิโก้ ตำนานหมายเลข 10 ของทีมชาติบราซิลจนขาด ในนัดที่อิตาลีเอาชนะบราซิล 3-2 ในฟุตบอลโลก 1982 เลยทีเดียว

 

สำหรับตัวของ เจนติเล่ เขาเป็นตำนานของทีมยูเวนตุสที่พาทีมกวาดแชมป์มาแล้วมากมายเลยทีเดียว

รุย คอสต้า จอมแอสซิสต์แห่งโปรตุเกส

หากจะมองหาผู้เล่นประเภทเพลย์เมกเกอร์ที่สามารถรังสรรค์เกมได้อย่างยอดเยี่ยม และยังสามารถทำการจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูได้อย่างสุดยอด หลายคนต้องนึกถึง มานูเอล รุย คอสต้า สุดยอดจอมทัพทีมชาติโปรตุเกสในยุค 2000 อย่างแน่นอน เพราะด้วยสไตล์การเล่นที่สุดยอด ทำให้ตัวของ รุย คอสต้า ได้รับการจารึกให้เป็น 1 ในดาวเตะหมายเลข 10 ที่สุดยอดมากี่สุดคนหนึ่ง ทั้งการครองบอล การจ่ายบอลทะลุช่องให้เพื่อนทำประตู แต่ก็ยังมีปัญหาตรงที่ การทำประตูที่ไม่คมเท่าไหร่แค่นั้น

 

รุย คอสต้า เคยเป็น 1 ในกำลังสำคัญของทีมชาติโปรตุเกสชุด U-20 ที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเยาวชนโลก U-20 เมื่อปี 1991 ได้ จนได้รับฉายาของทีมชุดนั้นว่า Golden Generation อีกด้วย และสำหรับรุย คอสต้านั้น หลังจากที่คว้าแชมป์เยาวชนโลกได้ ก็ได้ย้ายมาเป็นจอมทัพให้กับ ฟิออเรนติน่าในกัลโช่ เซเรียอา จากนั้นก็ย้ายไปประสบความสำเร็จกับ เอซี มิลาน อย่างงดงาม ก่อนที่จะย้ายไปปิดฉากอาชีพค้าแข้งกับ เบนฟิก้า ยอดทีมที่เคยปลุกปั้นตนมาก่อนนั่นเอง

รานิเอรี่ระบุ การคุมทีมในกัลโช่ หินกว่าลีกไหนๆเสียอีก

เคลาดิโอ รานิเอรี่

เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือสมองเพชรของโมนาโก ยอดทีมของศึกลูกหนังลีกเอิงได้เปรียบเปรยการคุมทีมในอิตาลีเป็นเหมือนกับการดิ่งพสุธาโดยไร้ซึ่งร่มชูชีพ แต่หากใครที่ได้ลองทำทีมในกัลโช่ฯดูสักครั้งแล้ว จะไปคุมทีมไหนก็ได้ทั้งนั้น เพราะการคุมสโมสรในอิตาลีนี่ ยากกว่าลีกแห่งอื่นมากเลยทีเดียว

 

รานิเอรี่ วัย 62 ปี เคยผ่านการเป็นกุนซือมาแล้วมากมายหลากหลายสโมสรอย่างเช่น ยูเวนตุส , โรม่า, อินเตอร์มิลาน, ฟิออเรนติน่า รวมไปถึง นาโปลี แต่ก็ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ได้เอ่ยปากบอกกับนักข่าวว่าหากโค้ชคนไหนเคยชิมลางการทำทีมในอิตาลีมาก่อน รับรองว่าจะไปคุมทีมไหนในโลกก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะในอิตาลี ยากกว่าที่สุดนั่นเอง

 

“เคล็ดลับในการคุมสโมสรในอิตาลีก็คือ ต้องใจเย็นและสุขุมเข้าไว้ ยิ้มให้ตลอด เพราะมันเหมือนกับว่าเรากำลังดิ่งลงมาจากบนฟ้าและไม่ชัวร์ว่า ร่วมชูชีพของเรามันจะกางหรือไม่”